การออกแบบด้านไอทีที่ดี ไม่ใช่แค่การสร้างสรรค์สิ่งที่ดูสวยงามหรือใช้งานได้เท่านั้น แต่ยังต้องตอบสนองความต้องการที่หลากหลายของผู้ใช้งานในแต่ละคน เนื่องจากแต่ละบุคคลก็มีพฤติกรรม ทัศนคติรวมถึงข้อจำกัดทั้งทางร่างกายและความนึกคิดแตกต่างกัน ด้วยเหตุนี้ ‘Inclusive Design’ และ ‘Accessible Design’ คือ 2 สิ่งที่เข้ามามีบทบาทสำคัญ และนักออกแบบ UX/UI ต้องคำนึงถึงเมื่อพัฒนาแอปพลิเคชัน ซอฟต์แวร์ หรือเว็บไซต์
Inclusive Design ’ คือแนวคิดที่มุ่งเน้นการสร้างประสบการณ์ที่ทุกคนสามารถเข้าถึงและใช้งานได้อย่างเท่าเทียมกันโดยไม่จำเป็นต้องสร้างแนวทางพิเศษแยกออกมา แนวทางนี้ไม่เพียงแต่ทำให้ผู้ใช้งานกลุ่มเป้าหมายสามารถเข้าถึงได้ง่ายขึ้น แต่ยังส่งผลดีต่อผู้ใช้งานกลุ่มที่มักถูกมองข้ามด้วย เช่น
Accessible Design คือแนวทางการออกแบบที่เน้นให้ผู้ที่มีข้อจำกัดทางกายภาพต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น การมองเห็น การได้ยิน หรือความสามารถทางปัญญา สามารถใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยมักอ้างอิงตาม WCAG (Web Content Accessibility Guidelines) ซึ่งเป็นมาตรฐานที่กำหนดแนวทางการพัฒนาเว็บให้สามารถเข้าถึงได้สำหรับทุกคน ระบุโดยองค์กรระหว่างประเทศ World Wide Web Consortium
Inclusive Design และ Accessible Design คือสิ่งที่ช่วยให้ผู้ใช้ทุกกลุ่มสามารถเข้าถึงและใช้งานผลิตภัณฑ์ดิจิทัลได้อย่างไม่มีอุปสรรค ลดช่องว่างทางดิจิทัล (Digital Divide) และส่งเสริมความเสมอภาคในการเข้าถึงข้อมูลและบริการ
ในแง่ธุรกิจ การออกแบบที่ครอบคลุมและเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายใหม่ได้คือการเปิดตลาดใหม่ โดยองค์การอนามัยโลก (WHO) ประมาณการว่ามีคนพิการกว่า 1.3 พันล้านคนทั่วโลก หรือคิดเป็น 16% ของประชากรโลก ซึ่งนี่คือตลาดขนาดใหญ่ที่มีกำลังซื้อสูงถึง 1.9 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี
หลักการของการออกแบบที่ดีสำหรับคนพิการหรือมีความต้องการพิเศษ มักจะส่งผลดีต่อผู้ใช้ทั่วไปด้วย เช่น การเพิ่ม Captions ในวิดีโอไม่เพียงช่วยคนหูหนวก แต่ยังเป็นประโยชน์สำหรับคนที่อยู่ในที่เสียงดัง หรือต้องการเปิดดูวิดีโอโดยไม่มีเสียง
ในหลายประเทศมีการบังคับใช้กฎหมายด้าน Accessibility เช่น ADA (Americans with Disabilities Act) และ EU Web Accessibility Directive ซึ่งเว็บไซต์และแอปที่ไม่เป็นไปตามมาตรฐานอาจถูกฟ้องร้องหรือถูกลงโทษทางกฎหมายได้
ก่อนการออกแบบควรทำ User Research เพื่อเข้าใจความต้องการของกลุ่มผู้ใช้ที่มีข้อจำกัดและมีความหลากหลาย เช่น การสัมภาษณ์ผู้พิการทางสายตา หรือการสังเกตพฤติกรรมการใช้งานของผู้สูงอายุ
Universal Principles คือแนวคิดที่ว่าผลิตภัณฑ์ควรใช้ได้กับคนทุกคนโดยไม่ต้องดัดแปลง โดยมีหลักการ 7 ข้อ ได้แก่
ในบริบทของดิจิทัล เราสามารถประยุกต์ใช้หลักการเหล่านี้ได้ เช่น การเพิ่ม Keyboard Navigation ที่สมบูรณ์ (Flexibility in Use) หรือการออกแบบฟอร์มที่มี Error Handling ที่ชัดเจน (Tolerance for Error)
ไม่มีการทดสอบด้าน Accessibility ใดที่ดีไปกว่าการทดสอบกับผู้ใช้ที่มีความพิการหรือความหลากหลายจริง ๆ อย่างไรก็ตาม นักพัฒนาสามารถทดสอบแนวทางการออกแบบเบื้องต้นด้วยตนเองได้ด้วยวิธีต่อไปนี้
ผลการทดสอบควรนำไปใช้ในการปรับปรุงอย่างเป็นวงจร (Iterative) และเป็นส่วนหนึ่งของ Definition of Done ในทุกฟีเจอร์
ควรมีความเข้าใจว่าผู้ใช้อาจใช้เทคโนโลยีช่วยเหลือต่าง ๆ เช่น
โดยการเขียนโค้ดที่เข้ากันได้กับเทคโนโลยีเหล่านี้ต้องใช้ ARIA (Accessible Rich Internet Applications) ซึ่งเป็นชุดของ Attributes ที่เพิ่มความหมายให้กับ HTML Elements
เมื่อเข้าใจแล้วว่าInclusive Design และ Accessible Design คืออะไร และมีความสำคัญอย่างไร ผู้ประกอบการหรือเจ้าของธุรกิจที่กำลังมองหาพาร์ตเนอร์ที่จะช่วย ‘คราฟต์’ ประสบการณ์ดิจิทัลที่ครอบคลุมสำหรับผู้ใช้ทุกคน PALO IT พร้อมช่วยคุณด้วยทีม UX/UI ที่มีประสบการณ์มากกว่า 500 โปรเจกต์จาก 40 แบรนด์ระดับโลก เราให้บริการออกแบบ Digital Product โดยทำงานร่วมกับคุณในทุกขั้นตอน ตั้งแต่การศึกษาผู้ใช้งาน วิเคราะห์เป้าหมายธุรกิจ จนถึงการส่งมอบโปรดักต์ที่ตอบโจทย์ผู้ใช้มากกว่า 100 ล้านคนทั่วโลก กรอกข้อมูลในหน้าเว็บไซต์เพื่อติดต่อเราได้เลย หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่เบอร์ 02-180-6121 และอีเมล thailand@palo-it.com
ข้อมูลอ้างอิง: